Perfil de peerasakVertual MeFotosBlogListas Ferramentas Ajuda

peerasak tangnovarad

Interesses
ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมนะครับ

Vertual Me

27 de novembro

บทที่100 My Introduction

สวัสดีครับตอนนี้ผมก็เขียนมามากกว่า 100 บทแล้วขอบคุณนะครับที่มีคนอ่าน จริงๆแล้ว Introduction มันต้องอยู่บทแรก แต่ตอนนั้นยังมึนๆน่ะครับมาอยู่บทที่ 100 เลยละกัน บทนี้เขียนฮาๆไม่ไหวครับเพราะตอนนี้ไม่ค่อยสบาย

สวัสดีครับผมชื่อพุกนะครับเกิดปี 2527 เรียนจบ ประถม และ มัธยมที่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนมาทั้งหมด 12 ปี ตอนนี้อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทลัยเป็นเวลา 8 ปีแล้วครับ วิศวะ 7 ปี และ เสดสาดอีก 1 ปี

วันว่างๆเวลาผมอยู่บ้านก็จะทำอยู่ไม่กี่อย่าง เล่นเกม อ่านการ์ตูน ต่อกันดั้ม หรือที่เด็ดสุดๆเอาไว้มัดใจสาวๆก็คือซ้อมเปียโนครับ ผมมีความฝันว่าจะได้ดีดแกรนด์เปียโนสีขาวที่มีสีของคีย์ดำและขาวสลับกัน ในโรงแรมหรูๆกว้างๆให้คนอื่นฟัง ทีเด็ดของผมคือดีดไปร้องไปแบบพี่โต๋ได้ครับ แต่คนฟังจะอ้วกกันเป็นแถบๆ

ความถนัดของผมก็คงเป็นทางด้านวิศวะโยธาครับ แต่เอาตามจริงแล้วตอนทำ Thesis ของผมจะหนักไปทางตัวเลขและการพิสูจณ์สูตรซะมากกว่า ส่วนพวกคำถามทาง Mechanics ของวิศวะก็พอตอบได้นะครับลองถามมา

ทางด้านเศรษฐศาสตร์ผมจำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่เลย ต้องใช้ความเข้าใจอย่างเดียว ถ้าวิชาไหนจับทริกไม่ได้ผมก็เสร็จเลยครับ เท่าที่เรียนมาผมว่าเสดสาดเป็นวิชาที่อาศัย Logic มากกว่าความจำครับ ส่วนวิชาที่ผมใช้หากินในเศรษฐศาสตร์มักจะเป็นวิชาทางด้านคำนวนซะมากกว่า

ผลงานการตีพิมพ์ของผมก็จะมีอยู่ 2 งานครับคืองาน โยธาแห่งชาติครั้งที่ 13 (2008) และ KKCNN Conference (2009) ลองไป search ได้นะครับถ้าใครสนใจ P.Tangnovarad

บล้อกนี้เขียนขึ้นมาครั้งแรกในตอนที่ผมอยู่ปี 4 วิดวะ ป ตรี ได้ไอเดียมาจากการ์ตูนเรื่องหนึ่งในหนังสือ C-kidS ครับ มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเอาเรื่องที่ทุกคนเจอกันทุกวันมามองในอีกมุมนึงครับ แต่ในบ้างบทก็จะเป็นการระบายอารมณ์บ้าง

หลังจากบทนี้แล้วว่าจะไปโพสลอง FaceBook ล่ะครับ เพราะว่าตอนนี้ที่นั่นกำลังเป็นที่นิยม จะได้เข้าไปอ่านกันได้ง่ายๆ เพราะตั้งแต่เขียนมาปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยก็คือ Link ของ MySpace มันชอบเสียครับ

ขอบคุณมากนะครับที่ติดตามมาถึง 100 บทยังไงก็ขอให้ติดตามกันต่อไปนะครับ สวัสดีครับ
29 de agosto

บทที่99 สเวนเซ่น

ไม่ได้เข้ามาเขียน Blog นานและจะยังมีคนอ่านไหมนี่

 

ตอนนี้ก็หน้าฝนแล้วนะครับ ปกติของหน้าฝนคือจะมีอากาศร้อนชื้น ร้อนพอๆกับหน้าร้อนเลยก็ว่าได้.... มีอย่างเดียวที่แย่กว่าร้อนชื้นคือร้อนแห้ง ถ้าพูดถึงอากาศร้อนแล้วก็ต้องกินไอติม จริงๆไอติมก็มีอยู่หลายยี่ห้อตั้งแต่ถูกถึงแพง

 

วันนี้ผมจะพูดถึงไอติมสเวนเซ่นละกันครับ เป็นไอติมมีคลาสที่ราคาค่อนข้างถูกและจะถูกยิ่งขึ้นอีกถ้ามีบัตรสมาชิก รู้ไหมครับว่าไอติมช้อกโกแล้ตชิบของสเวนเซ่นนั้นอร่อยกว่าพวกไอติมช้อกโกแล้ตชิบของยี่ห้อทั่วๆไปที่ระดับถัดลงมา ผมเป็นคนที่เข้าสเวนเซ่นตอนแรกแล้วก็เห็นพวกไอติมวานิลา ช้อกโกแล๊ต สตอเบอรี่ หรือ มะนาว แล้วไม่กล้าสั่ง เพราะจะเกิดความคิดว่า รสพวกนี้กูกินข้างนอกก็ได้ ช้อกโกแล้ตชิบก็เช่นกันครับ แต่พอได้กินแล้วมันอร่อยกว่าทั่วๆไปจริงๆ สำหรับคนที่ไม่เคยลองเพราะมีความคิดคล้ายๆผมนี้ ผมแนะนำว่าให้ลองดูครับ

 

มาเข้าเรื่องกันดีกว่าพูดถึงไอติมรสชาติง่ายๆแต่อร่อยๆที่ไม่มีขายในไอติมตู้ละกัน "คุ้กกี้แอนด์ครีม" เป็นรสชาติที่ผมชอบกินมาก แต่ก่อนผมจะชอบไปกินที่สเวนเซ่นสาขาสยามสแควร์ตรงที่มันติดๆกับพิซซ่า เพราะมันจะมีไอติมผัดอยู่ ถ้ากินผสมคลุกกับไอเม็ดน้ำตาลที่เป็นสีๆจะอร่อยมากๆเลยครับแนะนำเลย แต่บางวันที่ไม่สะดวกก็จะซื้อกลับมากินที่บ้าน คือจะไปซื้อเป็นควอท์มากิน (ที่เป็นกล่องขายใน Super Market)

 

มีอยู่ววันนึงผมไปซื้อที่ Super Market ที่พาราก้อนแต่เขาบอกว่าเขาเลิกขายไปแล้ว ผมเลยต้องไปซื้อที่ร้านสเวนเซ่นโดยตรง และก็ได้รู้ว่ามันอร่อยกว่าที่เราซื้อตามช่องแช่แข็งในซุปเปอร์มากเลยเพราะไอติมมันสดกว่าและนุ่มกว่า ถ้าไปซื้อตามที่แช่ไว้มันจะแข็งๆนิดหน่อยรสจะเฝื่อนๆ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ว่าต้องรอพนักงานตักไอติมใส่ควอท์นานมาก นานกว่าสั่งไอติมธรรมดาอีกด้วยซ้ำ แพงกว่า และอาจจะเจอพนักงานมึนแบบที่ผมไปเจอครับ

 

เรื่องมีอยู่ว่าวันนึงผมจะไปซื้อควอท์ไอติมคุ้กกี้แอนด์ครีมนี่แหละครับ พอดีวันนั้นอยู่สยามก็เลยไปอุดหนุนที่สาขาสยามแสควร์ พอเดินถึงหน้าร้านเห็นคนน้อยเลยรีบเข้าไปสั่งควอท์เลยเพราะเชื่อว่าคนน้อยน่าจะได้ไอติมเร็วจะได้รีบกลับ แต่แล้วที่ผมเจอคือ

 

ผู้จัดการ : สวัสดีค่ะกี่ท่านคะ

พุก : เอาเป็นควอท์ไอติมครับ ขายยังไงครับ (สบายละกูเจอผู้จัดการไวแน่)

ผู้จัดการ : ควอท์เล็ก 419 สองควอท์ 249 ค่ะ

พุก : ชะ!... (ทำหน้างงนิดหน่อยกับราคา ปกติกูซื้อควอท์ใหญ่ 199 เองนะทำไมมันแพงจัง กูเข้าผิดร้าน.. เข้าฮาเก้นดาร์ทเปล่าวะ)

พนักงาน : ไม่ใช่บอกราคาผิดแล้วครับ

ผู้จัดการ : อ้อ! โทษค่ะหนึ่งอัน 149 สองอัน 249 ค่ะ

----------------------------จบยกแรก-------------------------------

พุก : ออ... ครับ จำได้ว่ามีควอท์ใหญ่ 199 ใช่มะครับ

ผู้จัดการ : ใช่ค่ะ

พุก : เอาควอท์นึงครับ

ผู้จัดการ : ค่ะ เอารสชาติอะไรดีคะ

พุก : คุ้กกี้แอนด์ครีมครับ

ผู้จัดการ : (ทำท่าเหมือนรอให้ผมพูดอะไร) ........คุ้กกี้แอนด์ครีมทั้งสองควอท์เลยนะคะ

พุก : เห้ย!... ควอท์เดียวครับ (มึนก็ให้มี Limit หน่อยครับเจ๊)

----------------------------จบยกสอง-------------------------------

ผู้จัดการ : อ๋อควอท์เดียวนะคะ

ลูกค้าคนอื่น : (ตะโกนมา) ขอเมนูที่มีพวกสตอเบอรี่โยเกิร์ทหน่อยค่ะ!

ผู้จัดการ : (หันไปหาลูกค้า) ค่ะ...... (หันไปทางพนักงาน) เอาเมนูสตอเบอรี่โยเกิร์ทไปให้น้องเขาหน่อย

ผู้จัดการ : (หันมาทางผม....) ทวนรายการนะคะ ไอติมควอท์ใหญ่รสสตอเบอรี่โยเกิร์ทนะคะ 199 บาทค่ะ

พุก : ชะ!... ไม่ใช่ครับพี่ผมสั่งคุ้กกี้ครับ (สมองเจ๊จำได้แค่ 5 วินาทีหรอเจ๊ ผมว่าทางที่ดีเจ๊เปลี่ยนหน้าที่กับพนักงานเสิร์ฟน่าจะเวิร์กกว่านะเจ๊)

 

ผู้จัดการก็ทำท่าเขินขอโทษและผมก็จ่ายตังไป ผมไม่ได้เครียดอะไรเลยนะครับ ตลกด้วยซ้ำนึกว่าเอ๋อแบบนี้จะมีแต่ในการ์ตูนซะอีก สุดท้ายก็ได้ไอติมครับค่อนข้างไวเลยเมื่อเทียบกับที่อื่น ถือว่าบริการประทับใจมาก เหมือนเล่นตลกให้ดูเลยช่วงหลังๆนี้ผมไม่ค่อยได้หัวเราะเท่าไหร่ด้วย

 

ปล. ไอติมอร่อยมาก

ปล2.ตอนเปิดฝากลัวจะเป้นรสอื่นเหลือเกิน

ปล3.ผมไม่ได้เขียนด่านะครับ ถ้ายังไงวอนให้สเวนเซ่นจ้างผู้จัดการคนนั้นต่อด้วยแล้วผมจะไปอุดหนุนอีกตลกดี

ปล4.รสส้มกับมะนาวก็อร่อยกว่าพวกไอติมทั่วไปนะครับถ้าใครยังไม่กล้าลอง

ปล5.เพื่อนผมบอกว่าฮาเก้นดาร์ทถูก แต่ผมว่ามันแพงกว่านะ
28 de junho

บทที่98 I will show you that mathematic is a truth but just look like a magic.

 

ตอนนี้ผมกำลังเรียนที่เสดสาดคณะ MABE CU อยู่ครับ ตอนแรกผมก็ไปเรียนปรับพื้นฐานวิชาทางบัญชีและเลข ทางคณะบอกว่าผมไม่ต้องเรียนปรับพื้นฐานเลข แต่ผมอยากรู้ว่าเลขปรับพื้นฐานที่นี่เขาจะสอนอะไรกันก็เลยลงเรียนไป แล้วก็ได้เจอกับอาจารย์สอนเลขคนนึงที่จะพูดตอนพิสูจณ์สูตรเสร็จว่า "Like a magic" พูดจนผมติดหูเลย ผมอยากจะบอกว่าคำนี้มันจริงครับ คณิตศาสตร์มัน "แค่ดูเหมือน" เป็นเวทย์มนต์

ในโครงสร้างต่างๆหรือตัวอย่างชัดๆเช่นปิระมิดเราจะเห็นว่ามีรากฐานที่แข็งแรงและขนาดใหญ่ แต่กลับกันคณิตศาสตร์นั้นมีรากฐานที่เริ่มมาจากสิ่งเล็กๆที่เรียกว่าการนับเท่านั้น จากนั้นก็พัฒนาไปเรื่อยๆบวกลบคูณหารจนมาถึงทุกวันนี้ ฐานที่เล็กนิดเดียวแต่กลับสร้างโครงสร้างคณิตศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่ได้ถ้าจะบอกว่าเหมือนกับเวทย์มนต์หรือมายากลก็คงไม่ผิด แต่เหตุผลจริงๆที่ทำให้โครงสร้างใหญ่ๆอยู่บนฐานเล็กๆได้ ก็เพราะว่ารากฐานที่เล็กๆนั้นคือสัจธรรมที่แข็งแกร่ง ไม่ว่านานแค่ไหน 1+1 ก็จะเท่ากับ 2 ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นี่แหละครับคือเหตุผลที่ทำคณิตศาสตร์นั้นคือความจริงไม่ใช่เวทย์มนต์มายาใดๆ

ถ้าคณิตศาสตร์เป็นเวทย์มนต์ล่ะก็ ลูกข่างก็คงเป็นเวทย์มนต์เหมือนกันใช่มะครับเพราะมันมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับฐานที่เป็นเข็ม

ในความจริงผมก็ไม่ได้เก่งมากหรอกนะครับ แต่สิ่งที่ทำให้ผมสามารถสรุปตรงนี้ได้เพราะผมได้ทำ

Thesis กับอาจารย์ที่ปรึกษาที่เก่งมากๆ (แม้ในหมู่อาจารย์ด้วยกัน) และแกเก่งด้านเลขมากๆที่สุดในจำนวนคนทั้งชีวิตเท่าที่ผมเคยเห็น จนก็ได้รับความรู้จากแกด้วยปรากฎการณ์ที่เรียกว่าออสโมซิสครับ และรวมถึงอาจารย์ที่สอน Calculus 2 ของผมตอนผมปี 1 ด้วย อย่าเข้าใจผิดว่าผมชอบเรียนเลขนะครับ เพียงแต่ผมเกลียดเลขน้อยที่สุดในวิชาทั้งหมด ถ้าชอบล่ะก็ผมชอบเล่นเกม กิน และก็มองสาว แค่นี้ล่ะครับ

ปล

.ถ้าป.เอกแน่ต้องอย่าแพ้ ป.โทครับ
08 de maio

บทที่97.2 Girl Generation เรื่องสั้นๆ ของหลายคน

วง Girl Generation ถามใครตอนนี้ใครๆก็ต้องรู้จักเพราะว่าเป็นวงชื่อดังจากแดนกิมจิ ประวัติเท่าที่ผมทราบคือ วงนี้สังกัตค่าย SM Town ซึ่งเป็นค่ายของนักร้องที่เน้นไปทางด้านหน้าตาค่อนข้างมาก (คล้ายกับ RS บ้านเรา) โดยค่ายนี้จะเป็นค่ายสังกัดของวงดงบังชิงกิที่รู้จักกันดี วง Girl Gen นี้มีสมาชิกทั้งหมด 9 คนซึ่งผมก็จำหน้าไม่ได้ทุกคนหรอกครับ จะจำได้ก็พวกที่ Charactor ค่อนข้างเด่น วงนี้ออกมาเพื่อแข่งขันกับวง Wonder Girls จากค่าย JYP ที่จะเน้นทางด้านเสียงและยังเป็นค่ายสังกัตของ Rain ดาราชื่อดังด้วย

 

การแข่งขันระหว่าง

Girl Generation กับ Wonder Girls นั้นในยกแรก Wonder Girls เป็นฝ่ายชิงชัยชนะด้วยเพลง I'm so hot และ Tell me ต่อมาในยกที่สอง Wonder Girls ไม่รอช้าปล่อยเพลง Nobody ออกมา ซึ่งในสายตาผม ณ เวลานั้นฟันธงทันทีว่าวง Wonder Girls จะต้องชนะอีกยกแน่ๆ แต่แล้ว Girl Generation ก็ได้ปล่อยเพลงที่ชื่อว่า Gee ออกมา โดยใช้ความเด็ก น่ารัก สดใส สดใหม่ และ เรียวขาอันสวยงาม มาเป็นจุดขายพลิกล้อกกลับจนได้ชัยชนะ และเป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยวันนี้

 

สำหรับผม Girl Gen เป็นวงที่ผมเห็นตั้งแต่ก่อนอลบั้ม Gee ตอนแรกดูก็เฉยๆแล้วก็หันไปบอกแม่ว่า "ทำไมมันคนเยอะจัง" และก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะส่วนใหญ่จะดูวง Wonder Girls ที่ขายความ Sexy ซะมากกว่า จนกระทั่งวันหนึ่งแม่ผมก็บอกผมว่า "ลองไปดูมิวสิค Gee ของ Girl Gen" ผมก็งงว่า มิวสิคอะไรชื่อแปลกมากเลยไม่สนใจ จนกระทั่งพอได้เห็นครั้งแรกบอกได้เลยว่า "น้ำลายไหล" ทุกคนมีความสดใสในตัวเอง คนที่ในอลบั้มแรกไม่สวยก็สวยขึ้นเลยสรุปได้ว่า อลบั้มแรกยังทำศัลยกรรมยังไม่เสร็จ แต่จริงๆก็มีเหวอๆนิดหน่อย เพราะเนื่องจากสมาชิกคนนึงในวง Girl Gen หน้าเหมือนเพื่อนแฟนเก่าผมที่ด่าผมกระจาย คนนั้นคือคนที่ร้องว่า Listen Boy ตอนแรกในมิวสิค Gee ครับ

 

ก่อนหน้าที่ผมได้รู้จักเพลง Gee ตอนผมนั่งทำงาน ก็ได้ยินเสียงเพลง Gee เป็นเสียง Ringtone เรียกเข้าของโทรศัพท์พี่คนนึง แต่ตอนแรกผมก็ไม่รู้จักว่าเพลงอะไร พอผมได้รู้จักผมเลยถามพี่เขาว่า "พี่ครับชอบวง Girl Gen หรอครับ" พี่ก็ตอบว่า "ใช่" พี่คนนี้ชื่อว่าพี่เป้แต่งงานแล้วด้วยนะ ตกใจมากเลยแต่งงานแล้วยังมาชอบเด็กๆอีก พี่เป้บอกว่าคนที่แกชอบชื่อว่า Sunny ผมก็ไม่รู้ว่าคนไหนเหมือนกัน

หลังจากนั้นอีกหลายวันถัดมาพี่อาทิตย์และมีน (พี่และรุ่นน้องที่มหาลัย) ก็มาหาพอโทรศัพท์ดังขึ้นก็เป็นเพลง Gee เหมือนกัน และเป็นท่อนเดียวกันด้วย จึงสรุปได้ว่า 3 คนนี้รวมถึงพี่เป้ได้ใช้ Ringtone แบบเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย ผมสังเกตุได้ทันทีว่าตอนนี้พี่ๆตัณหาเริ่มกลับแล้ว เริ่มโตก็ยิ่งชอบเด็กๆ แต่ละคนจะมี Music Video เก็บไว้ในมือถือและ Computer ไม่รู้จะดูหลายๆรอบกันทำไม

พูดถึงความไม่ยุติธรรมในโลกก็มีให้เห็นชัดเจนในวงนี้เหมือนกันนะครับ ถ้าใครดูมิวสิควง Girl Gen มาในระดับนึงจะเห็นว่า ถ้าดูดีๆจะมีคนผมยาวสองคนที่หน้าคล้ายๆกันมากที่ชื่อว่า ยูริ กับ ยุนเอ ซึ่งข้อมูลจากแหล่งข่าวของผมได้รายงานให้ทราบว่าสองคนนี้ คนนึงทำศัลยกรรมมาอย่างเยอะ แต่อีกคนไม่ทำอะไรเลย ผมล่ะสงสารไอคนที่ทำศัลยกรรมจริงๆเลยออกมาเหมือนกันเด้ะ

พูดถึงคนที่ผมชอบในวง Girl Gen ผมจำชื่อไม่ได้ แต่จะเป็นคนที่มักจะยืนอยู่ตรงกลางตอนเต้น หน้าตาจะคล้ายๆ ฮาจีวอน หรือดูง่ายๆในเพลง Gee จะใส่กางเกงขายาวสีชมพู เพราะว่าค่อนข้างสูงหุ่นนางแบบผมเลยชอบ

ปล. Wonder Girls และ Girl Gen จะมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือคนทั้งวงจะหน้าเหมือนกัน

ปล2.เห็นขาวอง Girl Gen แล้วใจสั่นอย่างแรง

ปล3.เคยฝันว่าได้เป็นแฟนกับหัวหน้าวง Girl Gen ด้วยนะครับ โชคร้ายมากอยากเป็นแฟนกับคนที่ชอบมากกว่า

ปล4.เมี้ยว!!

25 de abril

บทที่97 ACKNOWLEDGEMENTS

ตอนนี้ผมสอบ Defence ของตัว Thesis จบแล้วส่วนที่ผมยกมาโชว์อันนี้เป็นกิตติกรรมประกาศที่ Copy มาจากเล่ม Thesis ครับ

I wish to express my gratitude to everyone who advised and supported me to complete this thesis. Firstly, I want to acknowledge the Department of Civil Engineering, Faculty of Engineering, Chulalongkorn University who allows me to study for Master’s Degree. Next, I would like to express my deepest appreciation to my thesis adviser, Dr. Jaroon Rungamornrat, who gave me advices, ideas, intimate supports, and patience throughout this study. Furthermore, I would like to thank all of my thesis committees who gave me valuable comments on this research. Lastly, I feel deeply indebted to kind surrounding people including my parents for their endless support and love, my seniors such as Mr. Pattamad for his helps on this study, juniors such as Mr. Prajak who always consults with me and especially one who always gives me the power of will.

 

ส่วนนี้เป็นคำขอบคุณที่ไม่เป็นทางการนะครับ อย่างแรกเลยนะครับในขั้นตอนการเดินเอกสารเพื่อขอสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ต้องขอขอบคุณพี่ตู่ก่อนเลยเพราะช่วยเดินเอกสารให้แถมยังรวมถึงเดินเอกสารในช่วงก่อนไปพรีเซ้นในงานโยธาแห่งชาติ ต่อมาในส่วนของ Literature Reviews ก็ต้องขอบคุณโน่และจักษ์ที่แบ่งมาให้ ส่วนพี่อ้าต้องขอขอบคุณที่สอนทำโปรแกรมเอาไว้เปรียบเทียบในส่วนนี้ร่นระยะเวลาทำงานของผมได้เป็นเดือนๆเลย ขอบคุณพี่เอที่ช่วยดูภาษาอังกฤษอันห่วยแตกได้ ขอบคุณพี่เบีย พี่ตั้บ และพี่เป้ที่ช่วยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องการเดินเอกสารตอนสอบจบครับ ขอบคุณเอ๋ยที่ให้ปริ้นงานแบบไม่เกรงใจได้

ส่วนอาจารย์ ต้องขอขอบคุณอาจารย์วัฒนชัยที่เซ็น

Recomend ให้ผมในตอนไปสมัครใบ กว. และเรียนที่เศรษฐศาสตร์ อาจารย์ยังให้คำสอนที่สำคัญใช้สำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันสอนว่า "หากเราไปใช้บริการใครไม่ว่าเขาจะมีฐานะยังไงก็ต้องพูดว่าขอบคุณ" ในส่วนของอาจารย์จรูญผมต้องขอขอบคุณที่ช่วยดึงชีวิตผมกลับมาครับ ในช่วงแรกที่ผมไม่ได้เข้าไปหาอาจารย์เลยเนื่องจากมีปัญหาทางใจตอนนั้นผมอยากจะเลิกเรียนแล้วเพราะมันท้อแท้เหลือเกิน พอกลับไปหาอาจารย์แกก็ทำ Thesis ให้ผมไปก่อนนิดนึงและก็ยังช่วยผมทำ Thesis ต่อโดยที่ไม่ยกหัวข้อไปให้คนอื่นโดยพูดว่า "คุณตั้งใจทำไปเดี๋ยวก็เสร็จ" รวมถึงให้คำแนะนำ ความเชื่อใจ ความอดทนในการอธิบายซ้ำๆให้ผมฟัง และยังรับฟังความคิดของผมทั้งที่ก่อนหน้านี้ในคณะแทบนะไม่มีใครฟัง ขอบคุณครับ

และอีกคนที่เป็นเหมือนขาอีกข้างของผมคอยให้กำลังใจผมอยู่ตลอดเวลาทุกวันในช่วงที่ผมทำ

Thesis ถึง 3 ทุ่มทุกวัน คือนางสาวกิ้ฟ ฤดี กมลสวัสดิ์ หรือแฟนคนปัจจุบันของผมนี่เอง ต้องขอขอบคุณสำหรับกำลังใจมากเพราะถ้าไม่มีเขาช่วยป่านนี้ผมคงเดี้ยงไปแล้ว นอกจากให้กำลังใจแล้วยังเอาใจเก่งอีกด้วย และยังอยู่ข้างๆเสมอไม่ว่าจะเจอเรื่องดีหรือร้าย และยังทนมือทนเท้าอีกด้วยแหล่มจริงๆ ^_^

สุดท้ายนะก็ป่าป๊ากับแม่เลย ป่าป๊ามารับที่มหาลัยทุกวันเลยตอนช่วงทำ

Thesis หนักๆพอกลับถึงบ้านแม่ก็ลูบหัวให้ด้วยสบายจริงๆ อันนี้รวมไปถึงอุปกรณ์ช่วยเหลือด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น Printer Scan Wireless และ ยาต่างๆในช่วงที่ไม่สบาย

พออ่านไปแล้วคงจะงงว่าตกลง

Thesis ของผมหรือเปล่าเนี่ยทำไมคนช่วยมันเยอะจัง จะเรียกยังไงก็ได้ครับ แต่ถ้าไม่มีอาจารย์จรูญ Thesis นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น และถ้าไม่มีคนคอยช่วยเหลือทุกคน Thesis ก็คงจะเกิดขึ้นช้ากว่านี้ จะไม่ขอขอบคุณคนที่ให้ผมเจ็บใจจนผมต้องมีความอดทนมากขึ้น จะไม่ขอขอบคุณคนที่ทำให้ผมตกต่ำจนต้องตั้งใจทำชีวิตให้ดีขึ้น จะไม่ขอบคุณคนที่ทำให้ผมร้องไห้จนผมต้องเข้มแข็งขึ้น และจะไม่ขอขอบคุณในความลำบากที่ทำให้ผมเก่งขึ้น

อันนี้เป็นคติสี่อันที่ผมคิดขึ้นเองในช่วงที่ลำบากนะครับใครชอบอันไหนก็เอาไปใช้ได้ไม่ว่ากัน

1.

ความลำบากเปรียบเสมือนมรสุมที่โถมกระหน่ำ ยืนหยัดสู้กับมัน แล้วสักวันมันจะผ่านไป

2.

เรื่องเหี้ยๆไม่มีทางเข้ามาเพียงเรื่องเดียว ถ้ามีเรื่องเหี้ยๆเกิดขึ้นเพียงเรื่องเดียวนั้นคือเรื่องดี

3.

คนมีความรับผิดชอบคือรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจและไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้น

4.

ความอดทนไม่ใช่หนทางแห่งความสำเร็จ แต่ทุกความสำเร็จต้องอาศัยความอดทนเป็นองค์ประกอบ

ขอบคุณครับ

30 de dezembro

บทที่96.2 ปีนี้ก็เหมือนเดิม

 

ก็อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในบทที่75 เกี่ยวกับการร้องคาราโอเกะของข้างบ้านของเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็มีอีกแล้วครับ แต่คราวนี้ที่หลังบ้านร้องแทน

ปีนี้ก็หนวกขูเหมือนเดิม เช่นเดียวกันเพลงก็เหมือนเดิมครับแนวๆ "โอมาเถิดน้า กะไรแม่มา" "ไม่มีเสต้กสตูว์ ปลาทูน้ำพริกยังมี" "ถึงฝนจะตกถึงฟ้าจะร้องแต่พี่ไม่ลืมหน้าน้อง" เพลงแนวๆลูกทุ่งๆ ก็อย่างที่ผมเคยบอกไว้ในปีที่แล้วครับ "คุณจะไม่รู้สึกรำคาญเสียงเพลงเลยถ้าคุณสนุกไปกับมัน" ผมก็เลยทำตัวเหมือนมีส่วนร่วมหน่อย โฆศกหลังบ้านมันพูดอะไรมาก็ทำพูดตอบกลับไปประหนึ่งกูอยู่ในงาน

โฆศก : "ต่อไปเอาเพลงอะไรดีครับ?!!"

พุก : "เพลงอะไรก็ได้ขอวัยรุ่นๆหน่อย!!"

โฆศก : "งั้นต่อไปเป็นเพลงคาราบาวนะครับ!!"

แล้วแม่งก็ร้องๆไปจนจบเพลงแล้วก็ถามคำถามเดิม

โฆศก : "งั้นต่อไปเอาเพลงอะไรดีครับ?!!"

พุก : "อะไรก็ได้!! แต่ไม่เอาลูกทุ่ง!!"

แล้วแม่งก็เปิดเพลงห่าอะไรไม่รู้ร้องว่า "งูมีทั้งตัวมีทั้งหาง แต่ทำไมหัวงูไม่ดี" ก็ร้องไปเรื่อยๆครับ ระหว่างที่มันร้องผมก็ตะโกน "เอิ้วๆ วู้ฮู้ อ้าวว" เป็นการให้จังหวะและเพิ่มความมันให้กับบทเพลง พอแอบร่วมสนุกกับหลังบ้านอยู่สักพักก็ไม่ไหวเสียงก็แหบรวมถึงความอายที่กลัวว่ามันจะจับได้ว่าเราแอบร่วมสนุกกับมัน

ก็อย่างปีที่แล้วที่ผมบอกว่า "ผมก็รู้ว่าบางคนก็ต้องเจอเหมือนผม" ถ้านอนไม่หลับก็ไม่เป็นไรนะครับอย่าไปโกรธเลย ปีใหม่ทั้งทีอะไรที่เขาสนุกแล้วไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเราก็อย่าไปว่าเขาเลยครับ นอนๆฟังเขาร้องไปเถอะครับ ไม่ต้องห่วงครับชาติหน้าก็ไม่หลับหรอกเพราะแม่งแหกปากไม่ดูเนื้อร้อง ร้องคร่อมจังหวะถ้าไป AF มึงได้ตกรอบแรกเหมือนกูแน่ ฮ่าๆๆ

ปีนี้สรุปแล้วก็คือเจอเหมือนเดิมครับ เสียงคาราโอเกะก็ดังเหมือนเดิม แต่ก็มีเรื่องที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอย่างน้อยสองอย่างคือ ไม่ต้องปวดหัวเรื่องผู้หญิง และก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเรียนมากเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วก็อยากจะอวยพรให้ทุกคนผ่านปีนี้ไปอย่างมีความสุขนะครับ ใครที่อยากทำอะไรใหม่ๆก็ขอให้ได้ลองทำดูนะครับ ส่วนคนที่อยากจะทำอะไรใหม่ๆก็ทำดูนะครับ ยังไงวะเริ่มงง เอาเป็นว่าขอให้ทุกคนมีความสุข ขอให้ประเทศไทยพบกับความสงบสุขในเร็ววัน ไม่งั้นอาจจะต้องเจอกับรถถังนะครับ ก็ขอจบการรายงานเพียงเท่านี้สวัสดีครับ

ปล.ลำปางหนาวมาก

ปล2.ห้องกูก็หนาวมาก

ปล3.กิ้ฟซี่ X มาก

ปล4.น้องปอยตุ้ดแต่สวยมาก

ปล5.น้องแพรอ้วนมาก

ปล6.น้องกิ้ฟพูดมาก

ปล7.หลังบ้านร้องเพลงระยำมาก

21 de dezembro

บทที่96 เรื่องสั้นวันหยุด

 

วันนี้ตอนเช้าผมตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์มีคนโทรมาหาพี่เลี้ยงคนที่ผมเคยเล่าให้ฟังมาแล้วสองสามบท ตอนแรกเป็นเสียงผู้ชายโทรมาบอกว่าขอสายป้ารัตน์ผมก็แบบอารมไม่ค่อยดีโดนปลุกด้วยเสียงโทรก็ผมก็บอกไปว่าพี่รัตน์ไม่อยู่(ไม่อยู่จริงๆ)เขาก็แบบพูดว่า "หรองั้นช่วยบอกด้วนะว่าหลานชื่อตั้นโทรมา" แล้วก็วาง คราวนี้กูก็เลยมางงว่าตกลงกูเป็นโอเปอร์เรเตอร์หรือ พอมาหลังจากคิดได้กูไม่ใช่โอเปอร์เรเตอร์ก็เลยวางแผนว่าเด๋วพี่เลี้ยงกลับมาจะบอกให้ไปติหลานซะหน่อย

หลังจากนั้นพอนอนต่อได้อีกสักพักโทรศัพท์ดังอีก คราวนี้เสียงผู้หญิงแก่ๆ "ขอสายป้ารัตน์หน่อย" คราวนี้ก็เลยกะจะระเบิดอารมณ์ตอบไปเลย "ยังไม่กลับ มีไรครับ" เสียงโหดๆหน่อย บางคนจะรู้ว่าเป็นไง เขาก็พูดบอกว่า "ฝากบอกพี่รัตน์ด้วยว่าน้องชายเสียแล้ว" อ่าวคราวนี้กูเลยหายโมโหเลยตอบไปว่า "ออครับๆ เดี๋ยวพี่รัตน์กลับมาแล้วจะบอกให้นะครับ" วางไปก็รู้สึกเป็นกังวลว่ากูจะบอกไงดี

อีกสัก 10 นาทีมีโทรศัพท์ดังอีกผมก็รับคราวนี้เป็นเด็กผู้หญิงเสียงร้องไห้ๆหน่อย "ขอสายป้ารัตน์ค่ะ" เอาล่ะกูทำไงดีผมเลยรีบชิงพูดเลย "ไม่อยู่ครับ แต่เดี๋ยวพี่รัตน์กลับมาจะฝากบอกให้โทรกลับครับ ไม่ต้องห่วง" พยายามรีบตัดบทจะได้วางๆ ผู้หญิงพูดต่อว่า "ค่ะ ฝากบอกป้ารัตน์ว่าน้องชายเสียแล้ว" แล้วก็ได้ยินเสียงร้องไห้แล้วก็วางหูไป ไอกูก็อุตส่าห์จะตัดบทไวๆจะได้ไม่พูด ดูดิตอนนี้เหมือนเราเป็นคนไปทำเขาร้องไห้เลย

จากนั้นอีกสัก 2-3 ชั่วโมงพี่รัตน์ก็กลับมา ก็ได้ยินเสียงคุยกับคนข้างบ้านแต่เบากว่าปกตินิดนึงเลยได้ยินถึงแค่ชั้นสอง ผมก็เดินออกไปนอกบ้านแล้วก็เรียกพี่รัตน์เข้าบ้านแล้วก็บอกว่า "พี่รัตน์เมื่อเช้ามีคนโทรมา" พี่รัตน์บอกว่า "รู้แล้วน้องชายเสีย" ผมก็ "โอเคๆๆ งั้นก็ไม่มีอะไรและ" สักพักพี่รัตน์ก็โทรไปหาญาติแล้วก็คุยกันว่าเนี่ย โชคดีที่ไปสบายแล้วก็หัวเราะๆ จริงๆก็งงนะว่าทำไมหัวเราะแต่คิดว่าคงเป็นเรื่องที่ทำๆกันมั้งเพื่อไม่ให้เศร้า

บ่ายๆ พอหิวผมก็ลงไปกินข้าว แล้วพี่รัตน์ก็บอกว่า "เนี่ยน้องชายเสียแล้ว คนนี้กินเหล้าสูบบุหรี่ไปเรียบร้อยแล้วอายุ 49 ไปสบายแล้ว" ด้วยความหวังดีของผมหรืออาจจะเป็นเพราะผมพูดไม่เป็นผมไม่อยากให้เขาเสียใจเลยบอกว่า "อืม ดีแล้วล่ะ ประเทศเราตอนนี้ก็กำลังแย่ๆ บางทีคนอยู่อาจจะเซ็งกว่าก็ได้" พี่รัตน์ตอบกลับทันที "ตาย! พุกคิดอย่างงี้ได้ไง พี่รัตน์ไม่เคยคิดเลยนะ พี่รัตน์มองชีวิตในด้านบวกเสมอ คนที่มองว่าประเทศไทยเป็นอย่างงี้มีแต่พวกโง่ พวกที่ไม่รักประเทศมีแต่บ้า" คราวนี้กูเลยงงว่า ตกลงกูพูดทำไมนั่งเงียบๆดีกว่าไหมเนี่ย

ปล.ความไม่รู้คือลาภอันประเสิร์ฐ

ปล2.นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าใจดีกับคนที่ไม่ควรใจดีด้วย

 
Foto 1 de 3